loading...
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึาษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึาษา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทยขายได้



นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ไทย ขายได้ เตรียมวางมาตรฐาน เข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ
           สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงบประมาณ จัดการประชุมการขึ้นบัญชีนวัตกรรมและบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ กระตุ้นการวิจัย และพัฒนาสินค้าและบริการนวัตกรรมไทย และสิ่งประดิษฐ์ไทย สร้างมูลค่า เพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศ โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุม
           พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีงานวิจัยอยู่ประมาณ 3.7 แสนชิ้น แต่ใช้ประโยชน์ได้จริงเพียง 40-45% ในจำนวนนี้มีนวัตกรรมไม่ถึง 5% ที่สร้างมูลค่า สร้างรายได้กลับมา ถือเป็นตัวเลขที่น้อยมาก เพราะกว่าผลงานที่เกิดจากความรู้ และการสร้างสรรค์ของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย จะก้าวเข้าสู่การใช้ประโยชน์ทางการค้า ต้องประสบอุปสรรคมากมาย ทำให้ผลงานส่วนใหญ่ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในการพัฒนาประเทศได้จริง
           “การจัดทำบัญชีนวัตกรรม และบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่ง ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการนำผลงานวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมไทย ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถผลิตเข้าสู่เชิงพาณิชย์ และเป็นการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ให้มีมาตรฐานเทียบเคียงที่เชื่อถือได้”
           การสำรวจและแบ่งผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย หรือคนไทยมีส่วนในผลงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง ผลงานวิจัยและประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมจะนำมาสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผ่านการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานนั้นแล้ว เรียกว่า บัญชีนวัตกรรมไทย ส่วนที่สอง ผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นส่วนใหญ่ของประเทศไทย เป็นผลงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ใกล้จะพร้อมใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ยังขาดการรับรองมาตรฐานตามแต่ละประเภทของผลงานเหล่านั้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกจัดให้อยู่ในบัญชีที่เรียกว่า บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เมื่อใดที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ก็สามารถย้ายเข้าไปสู่บัญชีนวัตกรรมไทยได้
           พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลเห็นชอบการให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าและบริการที่มีอยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้มีการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการตามรายการบัญชีนวัตกรรมของไทย ผ่านวิธีพิเศษได้ พร้อมกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการ ตามรายการที่ปรากฏในบัญชีนวัตกรรมไทย ใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 10% แต่ไม่เกิน 30% ของปริมาณความต้องการในการจัดซื้อจัดจ้าง จะทำให้ผลงานเหล่านี้ได้เปรียบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศ
           “ระบบบัญชีนวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ไทย เหล่านี้ จะเพิ่มจำนวนงานวิจัยที่สามารถต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ จากเดิมที่มีไม่ถึง 5% เป็น 10% ภายในปี 2560 โดยกระบวนการต่างๆ รัฐบาลอนุมัติงบประมาณราว 200 ล้านบาท เริ่มนำร่องในปี 2559 สำหรับการเริ่มต้นรับลงทะเบียน และคัดแยกงานวิจัยที่มีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่งคณะทำงานจะรับลงทะเบียนนักวิจัย จากนั้นแยกงานวิจัยที่หมดสภาพออก ตรวจสอบงานวิจัยเชิงพลวัต หรืองานวิจัยที่ยังเคลื่อนไหวหรือมีศักยภาพเพื่อผลักดันต่อ ซึ่ง วช. จะเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดูแล และประเมินว่า ผลงานวิจัยเหล่านั้นมีความต้องการของตลาด และพร้อมที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์หรือไม่ หากมีความพร้อมทั้ง 2 ด้าน ก็จะมีงบประมาณสนับสนุนในด้านของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่ตลาดได้จริง"
           รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากจะเป็นการผลักดันงานวิจัยของภาครัฐไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ยังถือเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการไทย ให้หันมาผลิตผลิตภัณฑ์และบริการจากนวัตกรรม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์และบริการดั้งเดิม อันจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่อาศัยแรงงานและทรัพยากรเข้มข้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกลุ่มรายได้ปานกลาง และส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์มากที่สุดด้วย
           “สิ่งที่ตามมา คือ นักวิจัยและนักประดิษฐ์ จะรับรู้และเข้าใจข้อดีของการเข้าสู่ระบบ รวมถึงมีโอกาสนำผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มรายได้ให้นักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะจูงใจให้เกิดนักวิจัย และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพมากขึ้น ดังที่จะเห็นในงานวันนักประดิษฐ์ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผลงานที่ปรากฏก็มีศักยภาพต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย”
           ในส่วนของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะประเมินว่า ผลงานวิจัยนั้นๆ มีความต้องการของตลาดหรือไม่ พร้อมที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์หรือไม่ หากมีความพร้อมทั้ง 2 ด้าน ก็จะมีงบประมาณสนับสนุนในด้านของมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการทำตลาด เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปสู่ตลาดในที่สุด
           สิ่งที่ตามมาคือ นักวิจัยและนักประดิษฐ์ที่จะรับรู้ และเข้าใจข้อดีของการเข้าสู่ระบบ ที่จะได้รับการดูแลทั้งในแง่ของทุนวิจัย ที่ปรึกษา รวมถึงมีโอกาสนำผลงานไปสู่เชิงพาณิชย์ เพิ่มรายได้ให้ตนเอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจูงใจให้เกิดนักวิจัย และนักประดิษฐ์ รุ่นใหม่ สร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพมากขึ้น ดังที่เห็นในงานวันนักประดิษฐ์ ซึ่งผลงานมีศักยภาพในการต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
           จึงขอเชิญชวนนักประดิษฐ์ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน แวะมาชม งานวันนักประดิษฐ์ 2559 ที่จะจัดขึ้นใน วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ไบเทค บางนา ภายในงานจะมีการแสดงสิ่งประดิษฐ์ และงานวิจัยใหม่ๆ มีกิจกรรมบนเวทีที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ของบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย ที่นักประดิษฐ์จะได้ ขณะเดียวกัน ก็จะมีคลินิกสิ่งประดิษฐ์ไทย ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ และคำปรึกษาอย่างครบวงจร

ที่มา    www.komchadluek.net/

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สยามโอเพ่นเฮ้าส์2015ตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาครั้งที่20


สยามโอเพ่นเฮ้าส์2015ตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษาครั้งที่20 : เยี่ยมสถานศึกษา ดร.จุไรรัตน์ วรรณยิ่ง0 ผอ.สำนักงานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสยาม : รายงาน
           ปิดฉากไปแล้วอย่างงดงามสำหรับงานใหญ่ Siam Open House 2015 : นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตรอุดมศึกษา ครั้งที่ 20 ซึ่งมหาวิทยาลัยสยามจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–27 พฤศจิกายน ณ มหาวิทยาลัยสยาม เพชรน้ำงามแห่งฝั่งธนบุรี มีรถไฟฟ้าผ่านหน้ามหาวิทยาลัย สะดวกในการเดินทางอย่างยิ่ง

           ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม กล่าวเปิดงานว่า “มหาวิทยาลัยสยามยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นแหล่งความรู้ให้นักเรียนค้นคว้าหาข้อมูลในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ค้นพบตนเองและก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และไม่เฉพาะในงานนี้เท่านั้น มหาวิทยาลัยมีศูนย์รับสมัครและสำนักวิชาการที่พร้อมจะให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง และนักเรียนที่สนใจมาสอบถามเสมอตลอดเวลาทำการ จุดประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล และการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอีกด้วย”

           หลังพิธีเปิด บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคัก สถาบันอุดมศึกษาที่มาร่วมออกบูธ ประมาณ 30 บูธ ต่างก็ใช้กลยุทธ์ในการเชิญชวนให้ผู้มางานร่วมกิจกรรมในบูธ โดยมีเอกสาร สมุด ปากกา ดินสอ หมวก พัด กระเป๋า ฯลฯ แจกให้ผู้มาร่วมงาน มีเสียงเพลงจาก "น้องกวาง" อาริศา หอมกรุ่น นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ผู้ผ่านการประกวดในรายการ ไทยแลนด์ กอตทาเลนต์ สร้างบรรยากาศและรอยยิ้ม รวมทั้ง "น้องวิว" พงศ์ชนก กันกลับ มิสไทยแลนด์ เวิลด์ 2009 นักกีฬาเทควันโด ทีมชาติ มาร่วมให้ข้อคิดแชร์ประสบการณ์ว่า “การที่ได้มาเรียนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ทำให้มีความกล้า และมั่นใจในการแสดงออก รวมทั้งสามารถพูดออกเสียงได้ชัดถ้อยชัดคำ ถูกต้องตามอักขรวิธี สามารถนำไปใช้ในการเป็นพิธีกรรายการ “กีฬาวาไรตี้ แชมป์จัดไป” ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 บ่ายโมงวันอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี”

           ส่วน "น้องฟิลลิป" ธีรศักดิ์ เฮ้าเฮง นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว บาร์เทนเดอร์รูปหล่อของ Bangkok Hotel เล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า “การได้มาเรียนที่นี่ ถือเป็นโอกาสทองของชีวิต เพราะได้รับความรู้มากมาย ได้ฝึกพัฒนาวิชาชีพจากประสบการณ์จริง และทำให้หารายได้จากการทำงานในอาชีพที่ชอบและถนัดด้วยครับ”

           สำหรับผู้มาร่วมชมงาน อังคเรศ อิทธิปาทานันท์ คุณครูโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ที่นำนักเรียนมาร่วมงานทุกปีเปิดเผยว่า “โรงเรียนเราอยู่ชานเมือง ไม่สะดวกที่จะพานักเรียนไปชมมหาวิทยาลัยอื่นๆ เองทั้งหมด มหาวิทยาลัยสยามจัดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับนักเรียน” ทินกิตย์ จวบสมัย นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม เล่าอย่างตื่นเต้นว่า “สุดยอดเลยครับ ผมและเพื่อนๆ ชอบมาก เพราะทำให้เข้าใจ และชัดเจนว่าแต่ละคณะในมหาวิทยาลัยเรียนอะไร ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเลือกเรียนคณะอะไรที่โดนใจที่สุด”

           ในช่วงบ่ายมีการเปิดโรงละคร มหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งเป็นโรงละครที่มีอุปกรณ์ไลท์ แอนด์ ซาวนด์ ระบบดิจิทัลที่ทันสมัย รองรับผู้ชมได้ 200 ที่นั่ง สามารถผลิตงานแสดงที่มีคุณภาพ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการแสดงความสามารถของนักศึกษาพร้อมทั้งเป็นการบริการทางวิชาการ ด้านการเรียนการสอน และการพัฒนางานวิจัยของคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป อันเป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย หลังพิธีเปิดเป็นการแสดงละครเวทีของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ ซึ่งสนุกสนาน และจุดประกายแห่งความสนใจใคร่เรียนให้น้องๆ ที่มาร่วมชมเป็นอย่างยิ่ง

           ตลอดการจัดงานทั้ง 2 วัน นอกจากส่วนนิทรรศการแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ เช่น Cooking Contest ของสาขาวิชาการโรงแรม และการท่องเที่ยว การจำลองการผลิตรายการโทรทัศน์ ทดลองเป็นดีเจ การผลิตภาพยนตร์ ของภาควิชาวิทยุ-โทรทัศน์-ภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ การแสดงโฟล์คซอง ของศิลปินเดอะ วอยซ์ เดอะสตาร์ เคพีเอ็น ซึ่งเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยศิลปะการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ทั้งสิ้น

           จากการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง ล้วนเป็นสิ่งหล่อหลอมจากการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน การสืบสานและสั่งสมประสบการณ์ จนตกผลึกและพัฒนาต่อยอดสานฝันเป็นบุคคลคุณภาพ สามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ ล้วนเป็นผลพวงของสถานศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ครูอาจารย์ที่เฝ้าเคี่ยวกรำจนศิษย์เป็นตัวเป็นตน นับเป็นพันธกิจที่ควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ

           ส่วนจะสัมฤทธิผลเพียงใดนั้น เป็นโจทย์ที่ท้าทายให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายตีโจทย์ให้กระจาย และขยายผลให้เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
 ที่มา  www.komchadluek.net/

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

นศ.วิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร เยาวชนแห่งปี 2015




นศ.วิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร เยาวชนแห่งปี 2015



“เปรม” นายสุริยา ไต่เมฆ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับเลือกจากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นเยาวชนต้นแบบที่สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติในฐานะ เยาวชนคุณภาพแห่งปี 2015 1 ใน 19 คน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนได้เห็นคุณค่าของตนเอง และทำผลงานหรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกย่องเชิดชูเยาวชนตัวอย่าง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับอนุชนรุ่นหลัง เป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติสืบไป จากการคัดเลือกนิสิต นักศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ ทั่วประเทศ ซึ่งในปีนี้มีนักศึกษาจาก 130 สถาบันการศึกษาเข้าร่วม


เปรม เล่าว่า สำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว สายวิทย์-คณิต ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.48 ตอนเลือกสาขาเรียนต่อ อยากนำความรู้ไปผลิตเครื่องทุนแรงให้กับทางบ้าน เนื่องจากทางบ้านเป็นเกษตรกร ทำนา ปลูกดอกไม้ขาย ซึ่งได้เห็นพ่อแม่ทำเกษตรมาตลอด กว่าที่ผลผลิตเกษตรจะได้ต้องใช้ระยะเวลา และเจอปัญหามากมาย จึงเลือกเรียนสาขานี้ ปัจจุบันตนเองกำลังศึกษาในระดับชั้นปีที่ 4 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.28 ตนเองได้รับคัดเลือกจากคณะให้เป็นตัวแทนให้เข้ารับการพิจารณาจากผลงาน เข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ ได้รับรางวัลชมเชย เขียนแบบทางวิศวกรรม (Solidworks) จัดโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ ชื่อผลงาน “การออกแบบและสร้างเครื่องฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชพร้อมระบบมองเห็นระยะไกล” เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการกำจัดศัตรูพืชยอดมะพร้าว ช่วยลดอันตรายจากสารเคมีในการฉีดพ่นสารเคมี เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่นสารเคมีโดยจะติดกล้องเพื่อมองเห็นระยะไกล และลดแรงงานในการทำงานอีกด้วย


เรียนสายวิศวะต้องขยันอ่านหนังสือ ต้องฝึกการคิดคำนวณ ตั้งใจเรียนในห้องเรียน ทบทวนความรู้ที่อาจารย์สอนอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาสอบจะช่วยกันติว รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ซึ่งได้เป็นต้นแบบของเยาวชนสำหรับตนเองจะเป็นแบบอย่างให้กับเพื่อนๆ น้องๆ ในมหาวิทยาลัย ไม่ว่า ในเรื่องของการเรียน การใช้ชีวิต การแต่งกาย ร่วมไปถึงการช่วยงานมหาวิทยาลัย ฝากถึงทุกคน ไม่ว่าจะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อยากให้ทุกคน “คิดดี พูดดี ทำดี” ทุกอย่างต้องเริ่มจากความคิดของตัวเราเอง สิ่งสำคัญของการศึกษาคือการนำความรู้ที่เรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ตนเองเรียนทางเครื่องจักรกลทางการเกษตร อยากผลิตเครื่องจักรช่วยเกษตรกรตามเส้นทางของวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร
 ที่มา    www.banmuang.co.th/

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ม.เกษตรฯ ประกาศตัวเป็น "มหา′ลัยดิจิทัล"


วิโรจ อิ่มพิทักษ์ 
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) นายวิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามก. พร้อมด้วยนายบัญชา ขวัญยืน รักษาการอธิการบดี มก. และผู้บริหาร มก. ร่วมกันเปิดงาน Digital  KU Day : Next Step towards a digital University ทั้งนี้ นายวิโรจ กล่าวว่า ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ  มก.พร้อมจะประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็น 1 ในนโยบายหลักของสภามก. โดยมีสำนักบริการคอมพิวเตอร์เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อน ซึ่งประกอบด้วย 1.โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที หรือ Super Infra อาทิ ระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ศูนย์ข้อมูล คอมพิวเตอร์ เป็นต้น  2.ข้อมูลเพื่อการบริหารมหาวิทยาลัยและคลังข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Super Data โดย มก.มุ่งสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน โดยจะนำองค์ความรู้ที่มีอยู่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อความกินดีของคนในชาติ  3. นวัตกรรมการบริการอิเลคทรอนิกส์   หรือ Super Service  ซึ่งเป็นนวัตกรรมการให้บริการที่ตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ ทั้งแอพพลิเคชั่นที่ให้ความรู้แก่นิสิตและบุคลากร รวมทั้งประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของ มก.ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้บัตรนิสิต บัตรบุคลากร และบัตรประชาชนเท่านั้น.
 ที่มา   http://www.matichon.co.th/

online