loading...

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ธุรกิจครอบครัวประสิทธิภาพสูง

02:49


จากการศึกษาของ Family Business Australia, KPMG และ Family Business Education and Research Group (FBERG) แห่ง The University of Adelaide ได้ทำการสำรวจธุรกิจครอบครัวในออสเตรเลีย จำนวน 1,700 ราย และได้ผลตอบกลับจำนวน 12% หรือประมาณ 204 ราย ในช่วงเดือนมิถุนายน 2015 พบว่า เมื่อทำการศึกษาผลการดำเนินงานของธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ โดยบรรลุทั้งเป้าหมายของธุรกิจและของครอบครัวนั้น พบว่าพวกเขามีคุณลักษณะสำคัญที่น่าสนใจซึ่งทำให้มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าธุรกิจครอบครัวรายอื่น ได้แก่

1. CEO age : (อายุของซีอีโอ) ผลการดำเนินงานของบริษัทจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นขึ้น เช่น บริษัทที่ซีอีโออายุระหว่าง 51 ปี ถึง 60 ปีจะมีผลการดำเนินงานเหนือกว่าบริษัทที่ซีอีโออายุระหว่าง 41 ปี ถึง 50 ปี จากการศึกษาพบว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากซีอีโออายุระหว่าง 51 ปี ถึง 60 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อซีอีโออายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปพบว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะแย่กว่าช่วงอายุอื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเป้าหมายส่วนตัว ความสามารถในการรับความเสี่ยงและความรู้ความเข้าใจของคนเรานั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ดังนั้นสำหรับซีอีโอของครอบครัวก็จะต้องมีเวลาที่เหมาะสมในการส่งไม้ต่อความเป็นผู้นำให้กับทายาทรุ่นต่อไปเช่นกัน

2. Diversity in leadership : ( ความหลากหลายของผู้นำ) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นมักมี 1) ซีอีโอเป็นผู้หญิง 2) มีคณะกรรมการบริษัทที่เป็นทางการซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว และกรรมการที่ไม่ใช่ผู้บริหาร (non-executive director) ซึ่งคุณลักษณะนี้ชี้ให้เห็นว่าเพศและความหลากหลายจากคนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวมีความสำคัญต่อภาวะผู้นำในธุรกิจครอบครัว การนำความหลากหลายมาสู่ทีมผู้นำระดับสูงจะสามารถช่วยในการมองประเด็นต่างๆจากมุมมองที่แตกต่างและป้องกันไม่ให้เกิดการคิดแบบติดกลุ่ม (Groupthink) ได้

3. Communication : (การติดต่อสื่อสาร) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงมักใช้กลไก ในการช่วยติดต่อสื่อสารระหว่างธุรกิจ ครอบครัวและ เจ้าของ ได้แก่ การใช้สภาครอบครัว การประชุมผู้ถือหุ้น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และนโยบายในการคัดเลือก การจ่ายค่าตอบแทนและการโปรโมตพนักงานที่เป็นสมาชิกในครอบครัวและที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแผนการสืบทอดกิจการเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่ออนาคตของครอบครัวในทางธุรกิจ

4. Outward focus : (การพิจารณาปัจจัยจากภายนอกองค์กร) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงจะใช้เทคนิคการบริหารที่มุ่งเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกบริษัท ซึ่งได้แก่ การเทียบสมรรถนะ (benchmarking) การวิเคราะห์คู่แข่ง แผนกลยุทธ์เป็นลายลักษณ์อักษร (ทบทวนทุกปี) และรายงานความคืบหน้าในการกำหนดกลยุทธ์ริเริ่ม

5. Entrepreneurial culture : (วัฒนธรรมแบบผู้ประกอบการ) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูง จะพัฒนาวัฒนธรรมแบบผู้ประกอบการขึ้นในองค์กร ซึ่งวัฒนธรรมแบบนี้จะสนับสนุนการแสวงหานวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าและบริการ การแสวงหาโอกาสในเชิงรุกและความตั้งใจเข้าไปขับเคี่ยวกับคู่แข่งที่แข็งแกร่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าบริษัทที่ดำเนินตามกลยุทธ์ผู้แสวงหา (prospector strategy)มักจะมีผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าบริษัทอื่น ในทางกลับกันบริษัทที่ดำเนินตามกลยุทธ์ผู้ป้องกัน (defender strategy) หรือกลยุทธ์ผู้โต้ตอบ (reactor strategy) มักมีความเป็นไปได้น้อยที่จะมีผลการดำเนินงานทีดีเมื่อเทียบกับธุรกิจครอบครัวอื่นๆ

6. Financial resource : (แหล่งเงินทุน) เป็นการไร้ประโยชน์หากธุรกิจครอบครัวจะใช้วัฒนธรรมแบบผู้ประกอบการเว้นเสียแต่พวกเขาจะมีแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการใช้เงินในการริเริ่มการแข่งขันและการสร้างกลยุทธ์ริเริ่ม ทั้งนี้พบว่าธุรกิจครอบครัวที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากกว่ามักมีผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าบริษัทอื่นๆ

ที่มา: KPMG and Family Business Australia. 2015. Family businesses: Optimistic, entrepreneurial, open to disruptive technologies. Family Business Survey 2015. Available: http://www.fambiz.org.au/wp-content/uploads/FBA-KPMG-Family-Business-Survey-2015_WEB.pdf

online