loading...

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ดาบสองคมใน‘ร่างรธน.

13:14


ดาบสองคมใน‘ร่างรธน.’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร (@joize_nna)
            กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณา ล่าสุดผ่านลำดับพิจารณาสิ่งที่เป็นหัวใจ คือ "มาตราที่เกี่ยวกับที่มาของคณะบริหารและการใช้อำนาจของคณะรัฐบาล” ไปแล้ว
            ที่ประชุม “กรธ.” ได้วางหลักการของประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด 22 ประเด็น แม้ประเด็นทั้งหมดเมื่อนำมาเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 พบว่าหลักการที่วางไว้นั้นมีสาระสำคัญที่เหมือนกัน ยกเว้น 2 หลักการ คือ คุณสมบัติรัฐมนตรี และหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคณะร่างรัฐธรรมนูญบรรจุไว้ในร่างเนื้อหาอย่างมีนัยสำคัญ
            เหตุผลที่นำมาสู่การบัญญัติ 2 หลักการใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ การเล็งเห็นการทุจริตเชิงนโยบายของฝ่ายผู้นำประเทศที่ผ่านมา จนนำมาซึ่งวิกฤติประเทศชาติ เพราะ "คณะรัฐบาลขาดสำนึกรับผิดชอบต่อประโยชน์ส่วนรวม และใช้อำนาจที่ได้ไปบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งความนิยมทางการเมืองเฉพาะกลุ่มมากกว่าการพัฒนาชาติ”
            สาระของหลักการใหม่ที่ “กรธ.” เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ 1.หลักการว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่มคุณลักษณะของความเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน เข้ามาเสริมคุณลักษณะของรัฐมนตรี-นายกฯ ที่ต้องไม่เคยมีพฤติกรรมทุจริตที่พิสูจน์ทราบถึงความผิดนั้น จนพฤติกรรมนั้นเป็นเหตุให้ถูกพิพากษาจำคุก หรือถูกปลดออก ไล่ออก ให้ออกจากการทำหน้าที่ในวงราชการ
            และ 2.หลักการเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งหลักการข้อนี้ “อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.” อธิบายความไว้ว่า รายละเอียดของบทบัญญัติจะไม่เขียนเฉพาะเจาะจงว่า ครม.ต้องทำกิจกรรมใดบ้าง แต่จะเขียนไว้กว้างๆ เพื่อเป็นหลักที่ใช้กำกับการทำงานของ ครม.ให้ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจทางบริหารที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจ หรือการเงิน หรือวินัยการคลัง หรืออีกนัยคือ เป็นมาตรการที่คอยตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร หาก ครม.ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่อาจเป็นเหตุให้ถูกร้องเรียน เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบ และผลตรวจสอบที่ได้อาจเกี่ยวโยงไปถึงกรณี ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่ง
            ยอมรับว่า หลักการว่าด้วยหน้าที่ของ ครม. หรือหน้าที่ฝ่ายบริหาร ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา มีมาตรการกำกับไว้ใน 2 ส่วน คือ ส่วนว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่เนื่องด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติมา ไม่ใช่บทบังคับ ดังนั้น “รัฐบาล” จะทำหรือไม่ทำก็ได้ หากไม่ทำก็ไม่มีความผิด และมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ว่าด้วยข้อกำหนดให้รัฐมนตรีต้องบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงกำหนดบทรับผิดชอบในหน้าที่ของตน และหน้าที่ที่ต้องทำร่วมกันฐานะ ครม.ต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่เอาเข้าจริงยังพบการบริหารราชการแผ่นดินที่ไร้ความรับผิดชอบ จนบางนโยบายสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนา ทำให้ “กรธ.” ต้องเพิ่มมาตรการบังคับให้ชัดเจน รวมถึงกำหนดบทลงโทษชนิดรุนแรง ที่พ่วงเข้ากับการให้พ้นจากตำแหน่ง และถูกเว้นวรรคจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี
            และเพื่อความมั่นใจว่ารัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต้องทำงานเพื่อพัฒนาประเทศมากกว่าแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง “กรธ.” ยังมีบทบัญญัติว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” ที่วางเนื้อหาไว้ 7 ประเด็น คือ 1.หน้าที่จัดการศึกษาให้เด็กทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2.หน้าที่จัดบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ 3.หน้าที่คุ้มครองผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาสให้ดำรงชีพอย่างเหมาะสม 4.หน้าที่คุ้มครองและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมถึงประโยชน์ประชาชน 5.หน้าที่จัดกลไกให้การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่เป็นธรรม 6.หน้าที่รักษาวินัยการเงินการคลังให้มีเสถียรภาพ มั่นคง ยั่งยืน และ 7.หน้าที่ขจัดทุจริต ประพฤติมิชอบ
            โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ เพื่อกำหนดให้รัฐต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากหลีกเลี่ยงโดยไม่มีเหตุผลเหมาะสมจะถูกลงโทษทั้งทางกฎหมาย และ ทางจริยธรรม ที่พ่วงเข้ากับการพ้นจากความเป็นรัฐบาลทั้งคณะ
            ประเด็น “หน้าที่” ที่ “กรธ.” บัญญัติเป็นหลักการใหม่เอาไว้ ถือเป็นสิ่งที่ดี...แต่สิ่งที่ดีจะตอบโจทย์และแก้ปัญหากับประเทศได้หรือไม่? อย่างการกำหนดคุณสมบัติด้านจริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต แม้จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่หากกฎหมายระดับรอง หรือระเบียบ ถูกนำไปใช้อย่างสองมาตรการ เพื่อประโยชน์บางฝ่าย ผลนั้นจะนำไปสู่วิกฤติชาติอีกหรือไม่?
            รวมถึงการกำหนดให้มีบทลงโทษของการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. หรือ รัฐบาล หาก “ฝ่ายผู้นำรัฐบาล” ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายราชการ หรือ ราชการเกียร์ว่าง จะทำอย่างไร? และนำไปสู่จุดที่เป็นปัญหาทางการเมืองอีกหรือไม่?
            เข้าใจว่า สิ่งที่ “กรธ.” พยายามสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ฝ่ายบริหารจะเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่สร้างใหม่มีทั้งคุณและโทษ เหมือนกับเหรียญที่จะมี 2 ด้านเสมอ
ที่มา http://www.komchadluek.net/

online