loading...

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เดือนหงายที่ชายโขง : เมื่อพญาอินทรีหวนคืนอินโดจีน

16:29

loading...


การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่จับตามองของวงการการเมืองระหว่างประเทศอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ ได้มาเหยียบแผ่นดินที่สหรัฐส่งทหารและอาวุธมากมายเข้าถล่ม ทำลาย สังหารและถูกสังหารเป็นจำนวนมากแห่งนี้ ผู้คนต่างเฝ้ามองว่าการหวนคืนแผ่นดินอินโดจีนของพญาอินทรีจะส่งสัญญาณอะไรต่อโลก โดยเฉพาะดุลอำนาจในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก

การเยือนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นปุบปับแต่อย่างใด เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล

โอบามามุ่งเน้นการปักหมุดอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิก และผ่อนความสำคัญในภาคพื้นสมุทรแอตแลนติกและยุโรปลงเพื่อสร้างสมดุลอำนาจกับจีนแผ่นดินใหญ่ที่กำลังทะยานขึ้นมา ความพยายามเยียวยาบาดแผลความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ในวาระแรกของการดำรงตำแหน่ง ที่มี ฮิลลารี คลินตัน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ฮิลลารีได้เดินทางเยือนประเทศอินโดจีนและมุ่งเน้นนโยบายช่วยเหลือประเทศ CMLV อย่างชัดแจ้ง โดยมีภาพประทับใจโดดเด่นคือการพบกับ ออง ซาน ซูจี ที่เมียนมา และภาพถวายดอกไม้ให้พระพุทธรูปในหอพระแก้วของลาวซึ่งเป็นประเทศที่บอบช้ำจากการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินของกองทัพอเมริกามากที่สุดในสงครามเวียดนาม

ต่อมาในวาระที่ 2 จอห์น แคร์รี่ ก็ได้ดำเนินการสืบทอดแนวนโยบายนี้อย่างขันแข็ง โดยเฉพาะการสมานไมตรีกับเวียดนาม เนื่องจากแคร์รี่เป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามที่ออกมาต่อต้านสงครามอย่างขันแข็ง และได้รับความเห็นใจจากประชาชนชาวเวียดนามทั้งในและนอกประเทศอย่างยิ่ง เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามกับจีนเสื่อมทรามลงจากความขัดแย้งเขตแดนทางทะเลของหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ เวียดนามก่อประท้วงและทำลายทรัพย์สินของนักลงทุนชาวจีน ก็เป็นโอกาสที่สหรัฐจะคว้าไว้เพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ในการปิดล้อมจีน

loading...
การเชื่อมความสัมพันธ์กับเวียดนามของอเมริกา ยังส่งผลสะเทือนต่อไปยัง 2 ชาติในลุ่มน้ำโขง คือ ลาวและกัมพูชา อันเป็นชาติที่ใกล้ชิดและมีความผูกพันเหนียวแน่นเป็นอย่างมากกับเวียดนาม พรรคประชาชนปฏิวัติลาวแทบจะถือได้ว่าเป็นเนื้อเดียวกับพรรคสังคมนิยมแห่งเวียดนาม ส่วนรัฐบาลผูกขาดของสมเด็จฯฮุน เซน แห่งกัมพูชา ก็มีเวียดนามหนุนหลังตั้งแต่ต้นแม้ว่าปัจจุบันทุนจีนใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเข้ามากดดันและรุกตลาดอย่างเข้มข้น แต่ทุนเวียดนามใน 2 ประเทศดังกล่าวก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การเปิดรับสหรัฐโดยทิ้งความขัดแย้งในอดีตไว้เบื้องหลังของเวียดนาม ย่อมทำให้ทั้งลาวและกัมพูชามีตัวเลือกในการดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยไม่กลับไปตั้งแง่กับจักรพรรดินิยมแบบยุคสงครามเย็นอีกต่อไป

แม้ภาพที่โอบามาไปนั่งกินบุ๋นจ่า อาหารท้องถิ่น พร้อมจิบเบียร์พื้นเมืองในร้านข้างทางกลางกรุงฮานอยอย่างเป็นกันเองจะได้รับคำค่อนขอดว่าสร้างภาพหรือจอมปลอมจากนักวิจารณ์ หากทว่าภาพความนิยมของโอบามาที่ชาวเวียดนามมีให้นั้นเป็นของจริง แม้ว่าโอบามาจะยังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลฮานอยว่ายังปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่แนวโน้มการเปิดกว้างที่สหรัฐมีต่อเวียดนามก็ดีขึ้นเป็นลำดับ เช่นเดียวกับท่าทีที่รัฐบาลฮานอยตอบรับด้วย

การปล่อยนักโทษการเมืองหลายคนก่อนการมาเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐในครั้งนี้

ชาวเวียดนามพูดกันว่า ศัตรูสี่สิบปีอย่างอเมริกาย่อมคืนดีกันได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูพันปีอย่างจีน แต่การเมืองระหว่างประเทศย่อมไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ย้อนไปสิบปีที่แล้ว สถานการณ์เช่นทุกวันนี้คงไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้บนโลกเป็นแน่แท้

(ขออภัยความผิดพลาดในคอลัมน์สัปดาห์ที่แล้วเป็นอย่างสูง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของลาวคือ ท่านทองลุน สีสุลิด มิใช่ท่านทองสิง ทำมะวง ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดิมที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไป)

http://www.matichon.co.th/

online