loading...
“เนติบริกร" การันตี "ลูกบิ๊กติ๊ก" ใช้ค่ายทหารจดทะเบียนตั้งบริษัทได้ แต่งดคอมเมนต์เหมาะสมหรือไม่ “ไพบูลย์” ซิ่งตรวจสอบ อ้างมีสารพัดหน่วยทำหน้าที่อยู่แล้ว ศอตช.ไม่อยากก้าวก่าย! “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน” จับตา หวังสร้างบรรทัดฐานผลประโยชน์ทับซ้อนเมื่อวันพุธ ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีนายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้าไปทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับกองทัพภาคที่ 3 และจดทะเบียนบริษัทรับเหมาในค่ายทหาร
โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการใช้บ้านพักในค่ายทหารจดทะเบียนตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างว่า ส่วนตัวไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ที่คิดคือ หากเขามีบ้านอยู่ที่นั่น ทะเบียนบ้านเขาอยู่ที่นั่น เวลามีเลือกตั้งเขาไปเลือกตั้งตามทะเบียนบ้าน หากเป็นอย่างนั้น เวลาจดทะเบียนต้องใช้ตามนี้ แต่ปัจจุบันเราเอาตรงนี้มาตีความว่า จดทะเบียนในค่ายทหาร ซึ่งเป็นคำพูดที่เอาไว้เหน็บแนมกันมากกว่า
เมื่อถามว่า บ้านพักข้าราชการสามารถนำมาเป็นที่ตั้งบริษัทได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ได้ พูดกันตรงๆ นะ ไม่มีอะไรห้ามเลย ลองคิดว่าเป็นบ้านเช่าก็ได้ คุณไปอาศัยเขาอยู่ และขอบ้านนั้นเป็นที่ตั้งบริษัท มันสามารถทำได้ และถามกลับว่าถ้ามันเป็นของข้าราชการล่ะ มันไม่มีปัญหานี่"
ถามย้ำว่า โดยหลักการหรือความเหมาะสมแล้วไม่ควรทำหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่รู้ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเทศไทยมีอะไรที่โดยหลักการไม่น่าทำมีอีกเยอะ แต่ก็ทำ
ในขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบบริษัทของลูกชาย พล.อ.ปรีชาว่า ศอตช.ยังไม่ได้รับเรื่องให้ตรวจสอบ ขณะนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง ป.ป.ช.ก็ดำเนินการอยู่ ศอตช.เป็นแค่หน่วยบูรณาการ ดังนั้น หากหน่วยงานรับผิดชอบทำหน้าที่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบบูรณาการ
“การที่ ศอตช.จะเข้าไปดูหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเสนอของหน่วยงานตรวจสอบ ไม่ใช่ทุกเรื่องต้องให้ ศอตช.เป็นคนทำ หน่วยงานตรวจสอบแต่ละหน่วยเป็นองค์กรอิสระ ผมไม่สามารถเข้าไปสั่งการหรือก้าวก่ายได้ และไม่อยากให้ ศอตช.กลายเป็นศูนย์ก้าวก่ายงาน หาก ศอตช.ได้รับการประสานให้ตรวจสอบ ก็จะเปิดเผยให้รับทราบ แต่ ศอตช.เป็นหน่วยบูรณาการ ไม่มีเจ้าหน้าที่ ดังนั้นหากร้องเข้ามาก็ต้องให้หน่วยตรวจสอบเป็นผู้ดำเนินการ แต่ย้ำว่ายินดีที่จะทำให้สังคมมั่นใจในระบบปราบปรามทุจริตของรัฐบาล” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
loading...
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ปรีชาไม่ได้เกี่ยวข้องในปัญหาที่สังคมกำลังตรวจสอบ แต่ถ้านำมาตรฐานจริยธรรมการปกครองที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกเล่นงานในโครงการรับจำนำข้าว จนลามไปถึงคณะรัฐมนตรี กรณีเช่นนี้ นายกฯ จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ตามมาไม่แตกต่างกัน“สิ่งนี้เป็นโมเดลของการเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 โดยเรื่องเล็กน้อยของ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ใช้เฮลิคอปเตอร์ไปล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จนเป็นชนวนให้จอมพลถนอม กิตติขจร ผู้เป็นพ่อ ถูกต่อต้านแล้วต้องพ้นจากอำนาจนายกฯ ไป ส่วนในขณะนี้ความจริงแล้ว พล.อ.ปรีชาไม่มีปัญหากับประชาชน แต่เมื่อเกิดการตรวจสอบจากสังคมขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นพี่ชาย แม้ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่ควรแสดงอารมณ์โกรธ โมโห เพื่อปกป้องน้องชายตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าห่วงใย” นายจตุพรระบุ
ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ โดยทุกภาคส่วนได้ให้ความสนใจ และเป็นที่จับตาของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่แน่นอนว่าจะส่งผลให้ประชาชนเริ่มตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะในเรื่องของความซื่อตรง ความซื่อสัตย์สุจริตของผู้มีอำนาจ ว่ามีการกระทำในแบบทุกอย่างที่ตรงไปตรงมาหรือไม่ การประมูลได้นั้นมีการทุจริตหรือไม่ ต้องดูหลายอย่างประกอบกันด้วย เช่น มีการฮั้วประมูลกันหรือไม่ การจัดซื้อจัดจ้างทำงานกันอย่างตรงไปตรงมา มีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าตรงไปตรงมาหรือไม่ เป็นต้น
“ทางองค์กรฯ เราอยากให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใส รัฐหรือนายกฯ ต้องจริงใจไม่ให้มีการปิดกั้นแทรกแซง ต้องให้สื่อทำงานได้อย่างเต็มที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถทำงานได้เต็มที่และมีอิสระ ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดกั้น จะทำให้ข้อสงสัยหมดลงไป” นายมานะกล่าว
นายมานะกล่าวว่า พฤติกรรมแย่ๆ ที่เกิดในบ้านเมืองเราเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อน พวกพ้อง ระบบอุปถัมภ์เยอะมาก ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ ซึ่งคนก็จะแก้ตัวว่าใครๆ เขาก็ทำกัน กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่ามีความผิด ซึ่งทำให้คนก็เกิดความชินชา อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่มีคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ว่าอะไรยอมได้ ยอมไม่ได้ ต้องมีกฎหมายให้มันชัดเจน และกรณีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะไปเกี่ยวกับผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเพื่อให้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง
“สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมเสนอกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งองค์กรมองว่ากฎหมายอย่างนี้ต้องมีออกมา และทำให้มีกติกาชัดเจน แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม สังคมไทยต้องรับรู้และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน” นายมานะระบุ
นายวิษณุยังกล่าวถึงการประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 8 โดยเฉพาะจังหวัดมหาสารคาม มีรายชื่อจำนวนมาก ว่า เป็นเพราะมีการกระทำร่วมกันทั้งหมด ส่วนจะจริงหรือไม่ต้องสอบสวน หวังว่าเมื่อมีการสอบสวนจะมีการสารภาพหรือซัดทอดเพื่อได้จัดการต่อไป ทั้งนี้ การพักราชการบางคนเพื่อต้องการให้บุคคลนั้นเปิดปากสารภาพว่าใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนสั่ง
ส่วนการย้าย พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ได้ถูกร้องเรียน แต่เป็นเรื่องคุณงามความดี ความชอบ เพื่อมาเป็นซี 11 ท่านเป็นคนสมัครใจมา เพราะตามกฎหมายข้าราชการตำรวจระบุว่า ข้าราชการตำรวจจะไปเป็นข้าราชการประเภทอื่นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว ซึ่งท่านคงอยากทำอะไรที่ตัวเองสบายใจกว่า ไม่ได้บอกว่าที่นั่นบีบคั้นอะไร อย่างตอนที่ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตรอง ผบ.ตร.ย้ายมา ก็ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัวก่อน
“ถามว่าทำไมเขาถึงยินยอม เพราะการมาอยู่ที่ใหม่มีงานทำที่ถนัด อยู่ที่เดิมอาจโดนมอบหมายงานที่ไม่สะดวกใจ อีกทั้งอีก 1 ปีก็จะเกษียณอายุราชการ ได้เลื่อนขั้นขึ้นซี 11 คงสบายใจมากกว่า และเมื่อดูประวัติย้อนหลัง พล.ต.อ.วุฒิเป็น พล.ต.อ.มา 5 ปี เป็น รอง ผบ.ตร.มา 5 ปี บัดนี้ขึ้นมาอาวุโสอันดับที่ 1 จึงสมควรที่จะขึ้นเป็นซี 11 ส่วนใครจะได้เป็น ผบ.ตร.หรือไม่นั้น ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับวาสนา” นายวิษณุกล่าว
รองนายกฯ ยังกล่าวถึงการย้ายนายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษนั้น มาด้วยวิธีปกติคือมติ ครม. ส่วนสาเหตุนั้นไม่ทราบว่าเพราะอะไร แต่เมื่อจะปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ต้องนำคนที่สามารถทำงานได้เข้ามา.
www.thaipost.net




By — Unknown
03:57