loading...

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ช็อกโลก‘ทรัมป์’ปธน. คว่ำ‘ฮิลลารี’ตบหน้าโพล! สาวกเดโมแครตก่อหวอด ปูตินร่วมแสดงความยินดี

20:46


"อเมริกาต้องมาก่อน" คนอเมริกันส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือก "โดนัลด์ ทรัมป์" เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ หักอก "ฮิลลารี คลินตัน" อย่างเจ็บปวด และตบหน้าโพลเกือบทุกสำนักซ้ำรอย "เบร็กซิต" ลุ้นผลคะแนนสนุก สุดท้ายทรัมป์คว้าชัยสวิงสเตทได้เกือบหมด เจ้าตัวแถลงประกาศชัยชนะเรียกร้องความเป็นเอกภาพในชาติ ฝ่ายหนุนคลินตันระทม กลุ่มต้านทรัมป์ก่อเหตุประท้วง "วลาดิมีร์ ปูติน" นำขบวนผู้นำโลกแสดงความยินดี

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 สร้างความตกตะลึงแก่คนทั้งโลก เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีและอดีตดารารายการเรียลลิตีทีวีวัย 70 ปี ผู้ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง สามารถชนะนางฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งวัย 69 ปี ผู้เคยรับตำแหน่งวุฒิสมาชิกและรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้อย่างพลิกความคาดหมาย ทำลายความหวังที่นางคลินตันจะได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 240 ปีของสหรัฐอเมริกา

ชัยชนะของทรัมป์ในครั้งนี้ ทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกของสหรัฐที่มีอายุมากที่สุด และยังกลบเสียงปรามาสเย้ยหยันเขาเมื่อ 17 เดือนก่อน เมื่อเขาประกาศลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาวต่อจากประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งพรรคเดโมแครต ที่จะต้องพ้นตำแหน่งหลังครบ 2 สมัย และส่งมอบอำนาจแก่ประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 20 มกราคม 2560

การนับคะแนนที่ทำให้คนอเมริกันต้องรอลุ้นหนักข้ามคืนจนถึงวันพุธที่ 9 พฤศจิกายน เริ่มปรากฏชัดขึ้นเมื่อผลคะแนนจากรัฐที่เป็นสมรภูมิช่วงชิงซึ่งไม่มีพรรคใดสามารถมั่นใจในชัยชนะได้ หรือสวิงสเตท ชี้แนวโน้มว่าทรัมป์เป็นฝ่ายชนะ ผลสำรวจในรัฐเหล่านี้ก่อนเลือกตั้งชี้ว่าทั้งคู่มีคะแนนสูสี โดยเฉพาะรัฐฟลอริดาและนอร์ทแคโรไลนาซึ่งมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) มากพอชี้แนวโน้มผู้ชนะได้ แต่สุดท้ายทรัมป์ชนะได้ในทั้ง 2 มลรัฐนี้

ทั้งนี้ การเลือกผู้ชนะในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐไม่ได้วัดจากจำนวนคะแนนโดยรวมทั้งประเทศ แต่วัดจากจำนวนคณะผู้เลือกตั้งที่แบ่งตามสัดส่วนขนาดประชากรของแต่ละมลรัฐ คณะผู้เลือกตั้งซึ่งจะไปทำหน้าที่เลือกประธานาธิบดีอีกทอดหนึ่งในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 538 คน ผู้ที่จะชนะต้องได้จำนวนผู้เลือกตั้ง (elector) อย่างน้อย 270 คะแนน

loading...
ถึงเช้าวันพุธตามเวลาสหรัฐ ทรัมป์สามารถกวาดชัยชนะในมลรัฐต่างๆ มากถึง 28 รัฐ ได้ผู้เลือกตั้งถึง 290 คะแนน ขณะที่นางคลินตันได้เพียง 18 รัฐบวกดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย แต่ก็ยังได้ไม่ถึง 220 คะแนน โดยรัฐวิสคอนซินเป็นรัฐสุดท้ายที่ชี้ชัดว่าทรัมป์คือผู้ชนะ ถึงแม้ว่าคะแนนจากรัฐนิวแฮมป์เชียร์และมิชิแกนยังสูสีจนไม่สามารถประกาศได้

ข่าวบีบีซีกล่าวว่า ทรัมป์สามารถรักษาชัยภูมิที่มั่นของพรรครีพับลิกันไว้ได้ ทั้งที่พรรคเดโมแครตหาเสียงในรัฐเหล่านี้อย่างหนัก ไม่ว่า จอร์เจีย, แอริโซนา และยูทาห์ ส่วนชัยชนะที่เพนซิลเวเนียและวิสคอนซินก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่สำหรับพรรคเดโมแครต สองมลรัฐนี้ไม่เคยเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันเลยมานับแต่ปี 2531 และปี 2527 ตามลำดับ

'ทรัมป์' ร้องหาเอกภาพ

ภายหลังทราบผลคะแนนแน่ชัดช่วงเช้ามืดวันพุธตามเวลาสหรัฐ ผู้สนับสนุนทรัมป์และพลพรรครีพับลิกันซึ่งใช้โรงแรมในนครนิวยอร์กเป็นสถานที่ฉลองชัยชนะ ได้ไชโยโห่ร้องเมื่อทรัมป์ปรากฏตัวขึ้นเวทีพร้อมกับสมาชิกครอบครัวของเขา รวมถึงนางเมลาเนีย อดีตนางแบบเชื้อสายสโลวีเนีย ว่าที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐคนใหม่ ทรัมป์ประกาศต่อหน้าฝูงชนว่า นางฮิลลารี คลินตัน ได้โทรศัพท์มายอมรับความพ่ายแพ้และแสดงความยินดีกับเขาแล้ว ถึงแม้ว่านางจะยังไม่แถลงต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ

ทรัมป์กล่าวเรียกร้องความสมานฉันท์ในประเทศนี้โดยบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่อเมริกาต้องสมานบาดแผลของความแตกแยก ถึงเวลาที่คนอเมริกันต้องร่วมแรงร่วมใจกันในฐานะประชาชนที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

"ผมขอปฏิญาณต่อพลเมืองทุกคนบนแผ่นดินนี้ว่าผมจะเป็นประธานาธิบดีสำหรับคนอเมริกันทุกคน" คำประกาศของว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ซึ่งระหว่างหาเสียงได้สร้างความแตกแยกและความร้าวฉานระหว่างคนต่างสีผิวและศาสนาในสหรัฐ โดยเฉพาะชาวมุสลิมและฮิสปานิก

เขายังได้กล่าวชมเชยนางคลินตัน คู่แข่งที่เขาเคยเรียกว่า "ผู้หญิงที่น่ารังเกียจ" และ "คนทุจริต" ด้วยว่าเธอได้ทุ่มเททำงานรับใช้ประเทศนี้มานานหลายปี ขณะที่ผู้จัดการหาเสียงของเขาเปิดเผยกับสื่อว่า นางคลินตันและทรัมป์ได้โทรศัพท์สนทนากันนานราว 1 นาทีอย่างมีมารยาทและอบอุ่นมาก

'โอบามา' เชิญเข้าทำเนียบขาว

ด้านประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเดินสายช่วยนางคลินตันหาเสียงและเคยกล่าวเตือนไว้ว่าบุคคลที่คาดเดาไม่ได้และอารมณ์ขุ่นมัวโดยง่ายอย่างทรัมป์เป็นบุคคลอันตรายหากให้คุมรหัสนิวเคลียร์ ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีต่อชัยชนะของทรัมป์แล้ว โฆษกทำเนียบขาวแถลงด้วยว่า โอบามาได้เชิญทรัมป์มายังทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดี

"การสร้างความแน่ใจว่าการถ่ายโอนอำนาจเป็นไปอย่างราบรื่นคือหนึ่งในความสำคัญสูงสุดที่ท่านประธานาธิบดีเคยระบุไว้ตั้งแต่เริ่มต้นปี และการพบกับประธานาธิบดีที่ชนะเลือกตั้งคือขั้นตอนต่อจากนี้" คำแถลงของทำเนียบขาวกล่าว

ชัยชนะของทรัมป์อาจถูกมองเป็นความอัปยศต่อผู้นำผิวสีจากพรรคเดโมแครตรายนี้ ที่มักพูดเสมอว่า ไม่มีอเมริกาผิวสีหรืออเมริกาผิวขาว มีแต่สหรัฐอเมริกา โอบามา และนางคลินตัน มักโต้แย้งการวาดภาพอเมริกาอย่างมืดมนของทรัมป์ พวกเขายืนยันว่าอเมริกายิ่งใหญ่อยู่แล้ว และยังคงยิ่งใหญ่ต่อไป ดังคำขวัญหาเสียงของนางคลินตันที่ว่า ร่วมมือกันเราแข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า อเมริกากำลังจะพังพินาศ และมีแต่เขาเพียงคนเดียวที่สามารถแก้ไขได้ เขานี่แหละจะ "ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" ด้วยบุคลิกภาพของเขา, ทักษะการเจรจาและไหวพริบในการทำธุรกิจ

นโยบายที่ทรัมป์หาเสียงสร้างความวิตกต่อผู้คนในสหรัฐและอีกมากในต่างประเทศ ทั้งการให้คำมั่นว่าจะทำให้สหรัฐมีความเป็นเอกเทศหรือแยกอยู่โดดเดี่ยวมากขึ้น, ใช้แนวนโยบายคุ้มครองทางการค้าแบบ "อเมริกาต้องมาก่อน", การประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทสหรัฐในต่างแดน 35%, การประกาศจะยกเลิกความตกลงทางการค้าที่เขาเห็นว่าสหรัฐเสียประโยชน์ ไปจนถึงด้านความมั่นคงที่เขาตั้งคำถามถึงภาระของสหรัฐในองค์การนาโต, ความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่เขาเคยแนะว่าควรพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อต่อกรกับเกาหลีเหนือเอง ยังไม่รวมนโยบายที่เขากล่าวถึงการห้ามชาวมุสลิมจากบางประเทศที่พัวพันการก่อการร้าย หรือการเนรเทศแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารและจะสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนเม็กซิโก

รีพับลิกันครอง 2 สภา

loading...
การเลือกตั้งวันเดียวกันนี้ ซึ่งมีการเลือกตั้ง ส.ว. 2 ใน 3 ของสภาที่มี 100 ที่นั่ง และเลือก ส.ส.ทั้งหมด 435 ที่นั่ง พรรครีพับลิกันของเขาซึ่งพวกแกนนำเคยตั้งแง่รังเกียจทรัมป์ ยังสามารถคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วย โอบามาเคยประสบปัญหาในการผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับเนื่องจากพรรคเดโมแครตไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส หากแกนนำรีพับลิกันหันมาญาติดีกับทรัมป์ อาจทำให้การประกาศยกเลิกโอบามาแคร์หรือนโยบายด้านภาวะโลกร้อนของทรัมป์ประสบความสำเร็จในสภาได้

ทรัมป์ยังจะได้แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาของสหรัฐที่ยังว่างลง 1 ตำแหน่ง ทำให้เขาสามารถเลือกผู้พิพากษาหัวอนุรักษนิยม รักษาอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์เอาไว้

นอกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสแล้วยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในบางรัฐ และการลงมติข้อเสนอกฎหมายอีกหลายฉบับในคราเดียวกัน อาทิ การลงมติในรัฐแมสซาชูเซตส์, เนวาดา และแคลิฟอร์เนีย ที่เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้การเสพกัญชาเพื่อสันทนาการเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

กลุ่มต้านทรัมป์ก่อหวอด

อนาคตที่สหรัฐจะมีประธานาธิบดีชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ นอกจากสร้างความช็อกแก่คนอเมริกันและชาวโลกแล้ว ยังสร้างความโกรธแค้นให้กลุ่มที่ต่อต้านทรัมป์ด้วย สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ที่ด้านนอกทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้ต่อต้านทรัมป์ราว 400-500 คนมาชุมนุมกันหลังทราบผลคะแนน หลายคนช็อกและร้องไห้ บางคนชูป้ายข้อความว่า ยืนหยัดต่อต้านการเหยียดผิว และความรักเหนือกว่าความเกลียดชัง ขณะที่ผู้สนับสนุนทรัมป์ราว 10 กว่าคนร้องตะโกนว่า "ยู-เอส-เอ" จนเกิดการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย

มีรายงานว่า เกิดการชุมนุมประท้วงทรัมป์ขึ้นที่เบย์แอเรียของแคลิฟอร์เนียช่วงกลางดึกวันอังคารของสหรัฐ ผู้ชุมนุมได้จุดไฟเผาหุ่นเหมือนของทรัมป์ ทุบทำลายกระจกหน้าต่างและจุดไฟเผาถังขยะและยางรถยนต์กลางเมืองโอ๊คแลนด์ สื่อท้องถิ่นของสหรัฐรายงานว่า มีผู้ประท้วงคนหนึ่งโดนรถชนหลังจากเข้าปิดกั้นทางหลวงสายหนึ่ง ส่วนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ห่างออกไปไม่กี่ไมล์ นักศึกษาก็ชุมนุมประท้วงในรั้วสถาบันเช่นกัน

ข้อมูลจากโพสต์ที่เผยแพร่ทางทวิตเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส นักศึกษาสถาบันนี้ได้เดินขบวนประท้วงปิดกั้นถนนหลายสาย และร้องตะโกนคำขวัญว่า "คุณไม่ใช่อเมริกา เราคืออเมริกา"

เว็บ ตม.แคนาดาล่ม

ผู้สนับสนุนนางคลินตันและผู้ที่เกลียดชังทรัมป์ในสหรัฐที่ตื่นตระหนกกับชัยชนะของทรัมป์พากันมองหาทางหนีทีไล่ โดยจุดหมายหลักคือแคนาดาและนิวซีแลนด์ ข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีกล่าวว่า เว็บไซต์ของกระทรวงคนเข้าเมืองของแคนาดาถึงกับถล่มจนเกือบใช้งานไม่ได้ระยะหนึ่งในช่วงดึกวันอังคารของสหรัฐ หลังจากคะแนนชี้ว่ารัฐฟลอริดาเป็นของทรัมป์เมื่อราว 5 ทุ่ม

ส่วนนิวซีแลนด์รายงานว่า เว็บไซต์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็มีผู้เข้าชมหนาแน่นจนเว็บล่มหลายครั้งในช่วงเดียวกัน ก่อนหน้าการเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ ตม.ของนิวซีแลนด์เคยเผยกับรอยเตอร์ว่า มีพลเมืองสหรัฐเข้าเว็บไซต์นิวซีแลนด์นาวเพื่อขอวีซาผู้พักอาศัยหรือวีซานักศึกษาเพิ่มขึ้น 50% จากปรกติในช่วงเวลาเพียง 7 วัน

ด้านปฏิกิริยาจากสื่อชั้นนำของหลายประเทศต่างพาดหัวผลการเลือกตั้งของสหรัฐไปในทำนองว่า หายนะ, โศกนาฏกรรม และขายหน้า เช่น เดอะการ์เดียนของอังกฤษกล่าวว่า สหรัฐได้เลือกผู้นำที่อันตรายที่สุด ซึดดอยเชเซตุงของเยอรมนีกล่าวว่า นี่ไม่ใช่การเลือกตั้ง นี่คือวิกฤติระดับชาติ เป็นจุดจบหายนะที่อาจเลวร้ายที่สุด โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ สิ่งที่เกินจินตนาการได้กลายเป็นความจริง ส่วนนิตยสารนิวยอร์กเกอร์ของสหรัฐระบุว่า "โศกนาฏกรรมของอเมริกัน"

'ปูติน' นำขบวนแสดงความยินดี

บรรดาผู้นำของหลายประเทศรีบแสดงความยินดีต่อว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ บุคคลแรกที่สื่อความหมายมากที่สุดคือประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งทรัมป์มักกล่าวยกย่องเสมอ และเคยประกาศว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้จะดีขึ้นหากเขาชนะเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ถูกโจมตีว่าเชื้อเชิญให้แฮกเกอร์รัสเซียโจมตีพรรคเดโมแครตและคู่แข่งของเขา อีกทั้งยังไม่นำพากรณีที่รัสเซียถล่มกบฏในซีเรียและยึดครองแคว้นไครเมียของยูเครน

ปูตินกล่าวว่า เขาต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์เต็มพิกัดกับสหรัฐหลังจากทรัมป์ชนะ "นี่ไม่ใช่เส้นทางที่ง่ายเลย แต่เราพร้อมจะทำในส่วนของเราและทำทุกอย่างเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอเมริกากลับคืนสู่เส้นทางของการพัฒนาที่มั่นคง" ปูตินกล่าว

ผู้นำรัฐบาลอีกหลายประเทศที่แสดงความยินดีต่อทรัมป์อย่างรวดเร็ว ได้แก่ อังกฤษ, จีน, เยอรมนี, อิสราเอล, ญี่ปุ่น และตุรกี นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลกล่าวว่า เขาหวังว่าความสัมพันธ์ยุคทรัมป์จะก้าวขึ้นสู่ระดับใหม่ ส่วนประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกล่าวว่า จีนและสหรัฐมีความรับผิดชอบร่วมกันที่จะส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของโลก ด้านนายกฯ ชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ยืนกรานว่า ญี่ปุ่นกับสหรัฐยังเป็น "พันธมิตรที่ไม่อาจสั่นคลอน" กลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถานก็แสดงท่าทีอย่างว่องไวเช่นกัน โดยเรียกร้องให้ทรัมป์ถอนทหารอเมริกันออกจากอัฟกานิสถาน.
www.thaipost.net

online