loading...
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Project fights floods, drought in Prachin Buri


RECOGNISING the importance of water management, the Honda Khiang Khang Thai Fund under the Honda Thailand Foundation, in collaboration with the Utokapat Foundation under Royal Patronage of His Majesty the King and a Prachin Buri public-private parRECOGNISING the importance of water management, the Honda Khiang Khang Thai Fund under the Honda Thailand Foundation, in collaboration with the Utokapat Foundation under Royal Patronage of His Majesty the King and a Prachin Buri public-private partnership, has rolled out a project to help manage communal water resources.

loading...
It will continue the Water Resource Development Project in the Prachin Buri Basin under Royal Patronage of HM the King. The project will enable the local community to prepare for the likelihood of floods and drought in a sustainable way.

The partners anticipate that the project will increase water-impoundment capability to 3.5 million cubic metres, resulting in compensation for damage and increased income for the community.

Once it is complete, the project will enable the community to become a model for others when it comes to managing and mitigating the risk of floods and drought in the future, said Pitak Pruittisarikorn, managing director of the Honda Khiang Khang Thai Fund.

This is the second year that the HKKT Fund has implemented the Water Resource Development Project in the Prachin Buri Basin as a major campaign. The project aims to raise awareness among Thais when it comes to withstanding natural disasters.

"Coinciding with the project, we have implemented a pilot activity to encourage a number of volunteers, including Honda employees, Honda distributors, and local people, to participate in a good-cause effort to develop water resources by restoring dams for agricultural and consumption use," Pitak said.

"The project includes promoting vetiver grass and local plants as a way to conserve soil and water, and provide a soothing green area where local people can relax."

Dr Royol Chitradon, secretary-general of the Utokapat Foundation, said site surveys by administrators from Muang Kao and Na Khaem sub-districts in Kabin Buri district discovered that flooding and drought problems had occurred repeatedly in this area for more than 10 years. This flooding is a consequence of huge masses of floating weeds blocking efficient water flow, and means that irrigation canals cannot do their job.

On top of that, Prachin Buri is an important watershed area that helps to withstand 70-80 per cent of the flooding in Khao Yai National Park and 100 per cent in Nakhon Nayok province, before it connects with the Prachin Buri River.

Because of the waterway facing a bottleneck in Chachoengsao province, it requires effective and participatory water management in these two sub-districts. Because of this, the HKKT Fund adopted the Kaem Ling Project that HM the King initiated as part of its measures to increase the water-storage capacity in areas such as dams and ponds between small canals.

The Rehabilitation and Development Project for Pla Kayang Swamp in particular represents a massive 448-rai (71.6-hectare) water-storage area that the fund plans to rehabilitate to increase its capacity. This will help significantly during periods of potential floods and droughts.

The HKKT Fund is supporting the Water Resource Development Project in the Prachin Buri Basin with a budget of Bt15.8 million for 2016, the second year of the project. The project covers the Muang Kao and Na Khaem sub-districts and coincides with the Rehabilitation and Development Project of Pla Kayang Swamp and Boong Kabao Canal.

When the project is completed this year, authorities anticipate an easing of the flooding problem that has caused tremendous damage to more than 10,000 rai of plantations in the two affected sub-districts. It will help reduce government spending and compensate for damages and losses.

The project will increase the water reserve for a 16,000-rai area and increase manufacturing income during the dry season. It will also increase water-storage capability to 3,459,821 cubic metres per year, including 14,093 rai of agricultural area, and will expand the water supply to 4,485 additional households, Pitak said.

ที่มา  www.nationmultimedia.com/

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เสือป่วยแห่งเอเชีย


ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : เสือป่วยแห่งเอเชีย : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

                      รัฐบาลไทยในอดีตที่ผ่านมาเคยประกาศเอาไว้ว่า จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย จะนำพาให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในโลก ด้วยการบอกว่าไทยจะเป็น NIC หรือ New Industrail Country และได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งหมดเพื่อรองรับอุตสาหกรรม จากพื้นฐานดั้งเดิมแต่โบราณที่เป็นเขตเกษตรกรรมสำคัญของโลก นั่นเท่ากับว่าวิถีชีวิตของประชาชนต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ประชาชนต้องปรับตัวเข้าหาสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย การดำเนินชีวิตแบบเรื่อยๆ สบายๆ ก็ต้องปรับชีวิตให้เข้ากับระบบการ “ตอกบัตร” ของโลกอุตสาหกรรม

                      อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ก็เป็นเพียงแค่การเป็นประเทศรับจ้างผลิต ซึ่งประชาชนมีรายได้และมีสถานะเป็นเพียงแค่ “ผู้ใช้แรงงาน” จากการที่เคย “เป็นเจ้านายของตัวเอง” ในสังคมเกษตรกรรม ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่เริ่มเปลี่ยนแปลงประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ อุตสาหกรรมของประเทศไทยก็ยังคงสภาพความเป็นจริงที่ไม่ต่างจากวันเริ่มต้น กล่าวคือยังคงสถานะหลักเป็นได้แค่เพียง “ผู้รับจ้าง” เท่านั้นเอง

                      นอกเหนือไปจากการเปลี่ยนแปลงประเทศ, การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนแล้ว รัฐบาลในชุดต้นคิดเปลี่ยนวงจรชีวิตของประเทศกลับไม่เคยสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อรองรับการขยับสถานะอุตสาหกรรมของประเทศอย่างจริงจัง แถมรัฐบาลต่อๆ มาอีกหลายชุดยังทำลายพื้นฐานหลักเสียจนย่อยยับลงไปอีกด้วย

                      เช่นเมื่อประเทศไทยประกาศในเวลาต่อมาว่าจะส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก หรือที่คุ้นหูกันว่าจะให้เป็น “ดีทรอยท์ ออฟ เอเชีย” นั่นเอง ซึ่งการที่จะก้าวขึ้นไปเป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมชั้นนำให้ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องวางแผนการสร้างคนเข้าไปสู่วงการผลิตให้เพียงพอ

                      แหล่งผลิตคนหรือสร้างคนที่เหมาะสมที่สุด คือสถานศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือระดับ ปวช. และ ปวส. นั่นเอง แต่รัฐบาลในยุคต่อๆ มากลับทำลายสถานศึกษาระดับวิชาชีพของรัฐเองไปหมด จากโรงเรียนการช่างชายและโรงเรียนการช่างสตรีประจำจังหวัด ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นวิทยาลัยเทคนิคและต่อมากลายสภาพเป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งสร้างคนออกไปทำงานนั่งโต๊ะมากกว่าออกไปเป็นผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

                      ส่วนเด็กที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพทั้ง ปวช. และ ปวส. ก็มีไม่เพียงพอต่อการเติบโตของโรงงานอุตสาหกรรม และทุกครั้งที่มีการพูดถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระดับวิชาชีพ การแก้ปัญหาก็ไม่เคยทำได้ถูกจุดแม้แต่ครั้งเดียว ปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมคือแรงงานจึงไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ จนก่อให้เกิดปัญหาอีกหลากหลายตามมาจนถึงปัจจุบัน

                      อุตสาหกรรมของไทยแทนที่จะเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย หรือแทนที่จะเป็นดีทรอยท์ ออฟ เอเชีย จึงกลายเป็นเสือป่วยแห่งวงการอุตสาหกรรมเช่นทุกวันนี้ ซึ่งหากไม่เร่งรีบแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาให้ตรงจุดอย่างแท้จริง ก็มีโอกาสที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายประเภท จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นได้มากขึ้นครับ
 ที่มา  http://www.komchadluek.net/

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คมนาคม เล็งเดินสายสร้างการรับรู้รถไฟไทย-จีน

"คมนาคม" เตรียมเดินสายจัดสัมมนาสร้างการรับรู้โครงการความร่วมมือรถไฟไทย - จีนในปี 59
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมนาคม เปิดเผยในงานสัมมนาเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการพัฒนาโครงการก่อสร้างรถไฟขนาดรางมาตรฐานในเส้นทางก่อสร้างรถไฟไทย-จีน ว่า โครงการความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในการพัฒนารถไฟขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด ระยะทาง 845.27 กิโลเมตรและเส้นทางแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทาง 118.14 กิโลเมตรนั้น ในการหารือร่วมกันในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีความก้าวหน้าไปมาก โดยได้ทำการศึกษาความเหมาะสม รูปแบบลงทุน โดยจีนได้ส่งทีมวิศวกรรมรถไฟเข้ามาทำงาน ซึ่งขณะนี้ตัวเลขค่าลงทุนที่มียังไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริงและยังไม่ใช่ราคาสุดท้าย ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด ที่สำคัญพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทยและการใช้วัสดุในประเทศในการก่อสร้างและเดินรถ ซึ่งจีนอาจจะเข้ามาตั้งโรงงานประกอบรถไฟในไทย หรือนำเข้าโครงสร้างรถไฟมาประกอบในประเทศ โดยใช้วัสดุในประเทศ เป็นต้น

ทั้งนี้ จีนถือเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย มีเส้นทางขนส่งทางเรือจากเซี่ยงไฮ้-แหลมฉบัง ส่วนทางถนนผ่านทาง เส้นทางหมายเลข 3 หรือผ่านลาว ทางหมายเลข 9 หมายเลข 8 ส่วนทางรถๆฟจะเป็นการพัฒนาเพื่อขนส่งสินค้าได้ในปริมาณมาก และต้นทุนต่ำกว่าทางถนน และเมื่องตลอดเส้นทางจะมีการพัฒนามากขึ้น ที่ผ่านมา มีการศึกษาร่วมกันระหว่างไทย จีน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน และเทคนิค จึงต้องใช้เวลามาก ส่วนเงินกู้ที่จีนจะให้ 2.5% นั้นทางกระทรวงการคลังจะพิจารณาเปรียบเทียบกับแหล่งอื่น เพื่อเลือกที่ดีที่สุด

ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนารถไฟขนาดรางมาตรฐาน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยการเชื่อมโยงโครงข่ายด้านการคมนาคมขนส่ง รวมทั้งการพัฒนาการส่งเสริมการลงทุนและท่องเที่ยว ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกันแล้ว จำนวน 9 ครั้ง เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 58 และได้ลงนามกรอบการทำงานร่วมกัน (Framework Of Cooperation : FOC) โดยจะก่อสร้างเส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด ระยะทาง 845.27 กิโลเมตรและเส้นทางแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทาง 118.14 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นความร่วมมือในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล และในวันที่ 19 ธันวาคม 2558 กระทรวงคมนาคมจะจัดพิธีเริ่มต้นโครงการที่เชียงรากน้อย"

อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดสัมมนาเพื่อสร้างรู้ความเข้าใจและประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการฯ พัฒนารถไฟไทย – จีน ในเดือนมกราคม – เมษายน 2559 รวม 5 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดสระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และระยอง
 ที่มา    www.bangkokbiznews.com/

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เผยเศรษฐีกัมพูชาแห่ช็อปบ้าน-คอนโดหรูเมืองไทย

เน็กซัสชี้บ้าน-คอนโดฯ แพงจ่อเปิดตัวปีหน้าไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ รวมมูลค่า 15,000 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยคอนโดฯ พุ่งไปที่ 320,000 บาท/ตร.ม. เพราะราคาที่ดินและค่าก่อสร้างแพงขึ้น คาดได้ตลาดต่างชาติช่วยซื้อ ล่าสุดเศรษฐีกัมพูชา แห่ช็อปบ้าน-คอนโดฯ หรูในไทย
นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาการตลาด การขายและการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ เผยว่า แนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ในปี 2559 ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดจะเปิดตัวใหม่ไม่น้อยกว่า 10 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 5 โครงการ และอีก 5 โครงการเป็นบ้านแนวราบทั้งในเมืองราคา 35-80 ล้านบาท และรอบนอกเมือง ราคา 20-150 ล้านบาท

 เทียบกับปี 2558 ที่มีโครงการเปิดตัวใหม่รวม 21 โครงการ รวม 2,500 ยูนิต มูลค่ารวมเกินกว่า 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นคอนโดมิเนียม 9 โครงการ หรือราว 1,800 ยูนิต ซึ่งถือว่ามากเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราการขายเฉลี่ยทั้งตลาดอยู่ที่ 53% แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 57% บ้านในเมือง 60% บ้านรอบนอกเมือง 43%

 “ส่วนราคาขายยังคงปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะราคาคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่คาดว่าราคาขายต่อตร.ม.จะเฉลี่ยอยู่ที่ 320,000 บาท ซึ่งสูงกว่า 1.5 เท่าของราคาคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่ทั้งตลาด ที่คาดว่าราคาจะเฉลี่ยอยู่ที่ตร.ม. 122,100 บาท และเมื่อเทียบกับปี 2558 ราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมซูเปอร์ลักชัวรี่เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 18% จาก 240,000 บาท เป็น 280,000 บาท” 

 เมื่อเทียบกับราคาคอนโดมิเนียมทั้งตลาดในปีนี้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 110,000 บาท และปีก่อนหน้าอยู่ที่ 100,000 บาท โดยปัจจัยราคาที่แพงขึ้นมาจากราคาที่ดิน และการออกแบบที่มีความพิเศษมากขึ้น

 ปัจจัยที่ทำให้ในปีหน้าตลาดที่อยู่อาศัยซูเปอร์ลักชัวรี่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง มาจากต่างชาติซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมในไทยมากขึ้น เนื่องจากราคาขายยังถูกมากเมื่อเทียบกับในฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน รวมถึงญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีต่างชาติประเทศใหม่ๆ เช่น กัมพูชา ที่เข้ามาซื้อบ้านในไทย

 ส่วนทำเลการเปิดตัวคอนโดมิเนียมนอกจากสุขุมวิท หลังสวน สาทร แล้ว จะเริ่มกระจายไปบริเวณถนนพระราม 9 ด้วย ขณะที่บ้านในเมืองด้วยเช่นกัน เริ่มกระจายไปบริเวณซอยศูนย์วิจัย และพระราม 9 ขณะที่บ้านรอบนอกเมือง จะอยู่ทำเลบางนา สุวรรณภูมิ ราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ เป็นต้น
  ที่มา    http://www.khaosod.co.th/

Mixed response to river promenade plan

SECOND PUBLIC HEARING HELD ON 149KM RIVERSIDE PROJECT

A SECOND public hearing on the Chao Phraya River promenade project was met with concern yesterday from some public-sector representatives. They feared it might have an impact on the nearby communities' identity - though many others have come out in support of the project.

The Office of Transport and Traffic Policy and Planning (OTP) launched a study on the project on April 1 and yesterday the second public hearing was held at Chatrium Hotel Riverside, Bangkok. It discussed the project's suitability on economic, engineering and environment grounds, before the study ends on New Year's Eve.

This OTP project, a 149-kilometre-long riverside promenade running from Pathum Thani to Bang Krachao in Samut Prakan, will cost approximately Bt14 billion. It is separate from the Bangkok Metropolitan Administra-tion's proposed 14-kilometre promenade project.

Prakongsri Rumanakat, a representative of the Phibun Songkham Bridge Community in Bangkok's Bang Sue District, said she supported the project because the riverside promenade would open access to the river for her community and be a recreation space for both locals and others.
"Currently, the community is cut off from the river by a high flood-prevention dike," she said. "I see the promenade will extend beyond the dike and provide public space for the people and an alternative pedestrian route for the community," Prakongsri said.

She said she was sure the project would not have any negative impact on the neighbourhood and most community members agreed with it.

The coordinator of the riverside promenade project, Kasidi Wichitak-sornpong, explained the project draft was based on transport, river hydrology, laws on land use and community identity.

"The river promenade will be a walkway for biking and walking, so the scale of the promenade will be only 4-6 metres wide. We assessed the project to ensure that no community riverside livelihood or environment would be destroyed," Kasidi said. "This promenade will be a recreation area for everyone and it will help connect the transport in the city to the river."

Project engineer Chale Kunawong disclosed there were six plans for a promenade in order to suit different environments along the riverbank and the riverside communities.

"These plans have different widths and styles and are on land, above the river and a floating walkway. We are also open for public opinion to review these plans," Chale said.

Many people still have doubts about the project. Rassamee Kaosainan from tambon Suan Yai, in Nonthaburi's Muang District, raised concerns that her riverside house would block access to the river. "I grew up and have lived with the river all my life, so I am very worried the project will cause traditional riverside livelihoods to fade away. Thai people lived in harmony with the river for centuries, but this project was inspired by foreign models and will erase tradition forever."

She was also concerned the promenade would deform the river's beauty. It might also provide easy access for thieves to loot nearby houses.
 ที่มา   http://www.nationmultimedia.com/

เลอโนโว เปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ล่าสุดถึง 2 รุ่น


เลอโนโว เปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ล่าสุดถึง 2 รุ่น ได้แก่ Lenovo VIBE P1 และ True Lenovo 4G VIBE P1m ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่เคยหยุดนิ่งและไม่มีเวลาสำหรับการชาร์ตแบตเตอรี่ โดย LenovoVIBE P1 และ TRUE Lenovo 4G VIBE P1m จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องได้นานกว่า

ด้วยความจุของแบตเตอรี่ที่โดดเด่น ทำให้ผู้ใช้ไร้กังวลเรื่องแบตหมด นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่าง Lenovo VIBE P1 และ True Lenovo 4G VIBE P1m ยังมาพร้อม power saver switch ซึ่งเป็นสวิตช์สำหรับการประหยัดแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาการใช้งานยาวนานมากยิ่งขึ้น และ OTG (On-The-Go) Charging ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นสำหรับการใช้สมาร์ทโฟนของคุณเพื่อทำการชาร์ตแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ หรืออุปกรณ์ USB อื่นๆ เช่น หูฟังบลูทูธ และ ลำโพง ด้วยหน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพ VIBE P1 และ True Lenovo 4G VIBE P1m ไม่เพียงทำให้แอพพลิเคชั่นและเกมส์ต่างๆ ใช้งานได้อย่างราบรื่น แต่ยังสามารถเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วและรองรับระบบ 4G LTE อีกด้วย

นายสมศักดิ์ อธิศัยตระกูล, ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน, เลอโนโว กล่าวว่า “ทุกวันนี้ ผู้บริโภคต้องการสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารตลอดเวลา Lenovo VIBE P1 และ True Lenovo 4G VIBE P1m สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจากเลอโนโว ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หนักหน่วงโดยเฉพาะ ด้วยการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างไม่ติดขัด โดยสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นรองรับการใช้งานระบบ 4G/LTE ซึ่งสามารถใช้งานได้จริงแล้ววันนี้”
  ที่มา    http://bangkok-today.com/

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ธุรกิจครอบครัวประสิทธิภาพสูง


จากการศึกษาของ Family Business Australia, KPMG และ Family Business Education and Research Group (FBERG) แห่ง The University of Adelaide ได้ทำการสำรวจธุรกิจครอบครัวในออสเตรเลีย จำนวน 1,700 ราย และได้ผลตอบกลับจำนวน 12% หรือประมาณ 204 ราย ในช่วงเดือนมิถุนายน 2015 พบว่า เมื่อทำการศึกษาผลการดำเนินงานของธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ โดยบรรลุทั้งเป้าหมายของธุรกิจและของครอบครัวนั้น พบว่าพวกเขามีคุณลักษณะสำคัญที่น่าสนใจซึ่งทำให้มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าธุรกิจครอบครัวรายอื่น ได้แก่

1. CEO age : (อายุของซีอีโอ) ผลการดำเนินงานของบริษัทจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นขึ้น เช่น บริษัทที่ซีอีโออายุระหว่าง 51 ปี ถึง 60 ปีจะมีผลการดำเนินงานเหนือกว่าบริษัทที่ซีอีโออายุระหว่าง 41 ปี ถึง 50 ปี จากการศึกษาพบว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากซีอีโออายุระหว่าง 51 ปี ถึง 60 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อซีอีโออายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปพบว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะแย่กว่าช่วงอายุอื่นๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าเป้าหมายส่วนตัว ความสามารถในการรับความเสี่ยงและความรู้ความเข้าใจของคนเรานั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ดังนั้นสำหรับซีอีโอของครอบครัวก็จะต้องมีเวลาที่เหมาะสมในการส่งไม้ต่อความเป็นผู้นำให้กับทายาทรุ่นต่อไปเช่นกัน

2. Diversity in leadership : ( ความหลากหลายของผู้นำ) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นมักมี 1) ซีอีโอเป็นผู้หญิง 2) มีคณะกรรมการบริษัทที่เป็นทางการซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว และกรรมการที่ไม่ใช่ผู้บริหาร (non-executive director) ซึ่งคุณลักษณะนี้ชี้ให้เห็นว่าเพศและความหลากหลายจากคนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวมีความสำคัญต่อภาวะผู้นำในธุรกิจครอบครัว การนำความหลากหลายมาสู่ทีมผู้นำระดับสูงจะสามารถช่วยในการมองประเด็นต่างๆจากมุมมองที่แตกต่างและป้องกันไม่ให้เกิดการคิดแบบติดกลุ่ม (Groupthink) ได้

3. Communication : (การติดต่อสื่อสาร) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงมักใช้กลไก ในการช่วยติดต่อสื่อสารระหว่างธุรกิจ ครอบครัวและ เจ้าของ ได้แก่ การใช้สภาครอบครัว การประชุมผู้ถือหุ้น สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น และนโยบายในการคัดเลือก การจ่ายค่าตอบแทนและการโปรโมตพนักงานที่เป็นสมาชิกในครอบครัวและที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแผนการสืบทอดกิจการเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่ออนาคตของครอบครัวในทางธุรกิจ

4. Outward focus : (การพิจารณาปัจจัยจากภายนอกองค์กร) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงจะใช้เทคนิคการบริหารที่มุ่งเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกบริษัท ซึ่งได้แก่ การเทียบสมรรถนะ (benchmarking) การวิเคราะห์คู่แข่ง แผนกลยุทธ์เป็นลายลักษณ์อักษร (ทบทวนทุกปี) และรายงานความคืบหน้าในการกำหนดกลยุทธ์ริเริ่ม

5. Entrepreneurial culture : (วัฒนธรรมแบบผู้ประกอบการ) ธุรกิจครอบครัวที่มีผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูง จะพัฒนาวัฒนธรรมแบบผู้ประกอบการขึ้นในองค์กร ซึ่งวัฒนธรรมแบบนี้จะสนับสนุนการแสวงหานวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าและบริการ การแสวงหาโอกาสในเชิงรุกและความตั้งใจเข้าไปขับเคี่ยวกับคู่แข่งที่แข็งแกร่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าบริษัทที่ดำเนินตามกลยุทธ์ผู้แสวงหา (prospector strategy)มักจะมีผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าบริษัทอื่น ในทางกลับกันบริษัทที่ดำเนินตามกลยุทธ์ผู้ป้องกัน (defender strategy) หรือกลยุทธ์ผู้โต้ตอบ (reactor strategy) มักมีความเป็นไปได้น้อยที่จะมีผลการดำเนินงานทีดีเมื่อเทียบกับธุรกิจครอบครัวอื่นๆ

6. Financial resource : (แหล่งเงินทุน) เป็นการไร้ประโยชน์หากธุรกิจครอบครัวจะใช้วัฒนธรรมแบบผู้ประกอบการเว้นเสียแต่พวกเขาจะมีแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการใช้เงินในการริเริ่มการแข่งขันและการสร้างกลยุทธ์ริเริ่ม ทั้งนี้พบว่าธุรกิจครอบครัวที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากกว่ามักมีผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าบริษัทอื่นๆ

ที่มา: KPMG and Family Business Australia. 2015. Family businesses: Optimistic, entrepreneurial, open to disruptive technologies. Family Business Survey 2015. Available: http://www.fambiz.org.au/wp-content/uploads/FBA-KPMG-Family-Business-Survey-2015_WEB.pdf

Early-Adaptor Leader with F-A-S-T Strategy


โลกธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงทำให้ผู้นำธุรกิจมากมายอาจจะต้องประสบปัญหาทำให้ธุรกิจนั้นต้องล้มละลายไปก็มาก แต่ก็มีผู้นำที่สามารถมองการเปลี่ยนแปลงนี้และสามารถสร้างโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นได้

F-A-S-T Strategy ธุรกิจในอนาคตต้องเร็ว และยังต้องดีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โลกไม่ค่อยจะจดจำเบอร์ 2 ขอยกตัวอย่างเช่นใครที่ไปถึงดวงจันทร์เป็นคนแรก หลายคนน่าจะพอตอบได้ แต่พอถามถึงใครเป็นคนที่ 2 ล่ะ
การทำธุรกิจก็เช่นกัน เบอร์ 1 จึงจะต้องเป็นผู้นำ มองเห็น คิดไว ทำไว ต้องรีบออกผลผลิตที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้งานได้ก่อนแล้วค่อยๆสร้างต่อยอดแบบนี้แล้วพอลูกค้าได้ใช้ก่อนและมีประโยชน์กับเขาทำไมเขาจะไม่ซื้อของของเราในเวอร์ชันที่พัฒนาขึ้น แต่ถ้าเรามัวรอให้ทำจนนานบางทีตลาดก็หมดไปซะแล้ว โลกเปลี่ยนไปแล้ว ความเร็วกินความช้า

สำหรับ F-A-S-T Strategy ได้แก่ F-Focus แปลเป็นไทยว่าทำน้อยที่เป็นประโยชน์มากๆ ผู้นำเก่งๆบอกว่าการทำอะไรให้สำเร็จเยี่ยมยอดไม่ใช่การที่ต้องทำอะไรมากๆ แต่เป็นการที่ต้องปฏิเสธอะไรที่ต้องทำมากๆ เพื่อให้มีเวลาและทรัพยากรไปทำในสิ่งที่ต้องทำ ทำน้อยๆที่ได้ผลมากๆ ถ้าต้องทำอะไรขอให้ถามตัวเองก่อนว่าไม่ทำจะได้มั้ย ถ้าได้ประโยชน์คืออะไร ทำแล้วเราจะทำให้เป็นที่ 1 ได้หรือเปล่า ทำให้ตลาดและลูกค้าประทับใจได้มั้ย ถ้าคำตอบออกมาแบบไม่แน่ใจ ก็ขอให้เลิกทำไว้ก่อน

หลายองค์กรที่เป็นผู้นำมักจะมีปัญหาตอนที่เริ่มมีเงินมีทองมักจะไปลงทุนในมิติต่างๆที่ไม่ใช่สิ่งที่ตนเคยมีความเชี่ยวชาญอยู่ทำให้ธุรกิจกลายเป็นเบี้ยหัวแตก นานๆไปจะไม่เก่งจริงสักอย่าง

A คือ Adaptive คือการปรับเปลี่ยน อะไรที่เกิดขึ้นแล้วกับคุณในตอนนี้คือสิ่งที่คุณได้ทำในอดีตครับ การที่จะเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวคุณเอง โดยการสร้างหรือหาโอกาส โอกาสมันเหมือนไอศกรีม แป๊บเดียวละลาย ต้องเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว เพื่อจับโอกาสนั้นให้ได้

โลกเปลี่ยนไปเร็วทำให้ผู้นำต้องมองเห็นโอกาสเป็นภาพในอนาคตครับ มัวรอให้โอกาสวิ่งชนไม่มีแล้วครับ คนอื่นเก็บไปหมดแล้ว โอกาสสร้างได้ด้วยตัวเองครับแต่ผู้นำต้องออกเดินทางครับ ไปดู ไปชม ไปคุย เหล่านี้คือการสร้างโอกาสครับ ดูเพื่อให้เห็นปัญหา เพราะปัญหาคือโอกาส โอกาสสร้างงาน งานสร้างเงินครับ ถ้ายิ่งเห็นปัญหา เห็นอะไรที่ต่อยอดได้การปรับตัวทำให้คุณมองหาครับ เมื่อคุณมองหาคุณจะมองเห็น มองให้เห็นและทำให้ดีกว่าตัวคุณในปัจจุบันให้มากๆครับ ทำให้ดีที่สุดบางทีอาจไม่พอแล้วครับ ทำแล้วต้องดีกว่าเดิม

S-Service ครับ ลูกค้าคือพระเจ้ายังใช้ได้อยู่เสมอครับ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้วลูกค้าในยุคนี้และยุคหน้าจึงเปลี่ยนไปด้วยครับ เรามี Gen X, Y, Z และชื่อเรียกอีกมากมาย การบริการต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้า และให้มากกว่ามากๆครับ Delight customer ถ้าคุณกำลังทำอะไรอยู่แล้วไม่ได้ทำเพื่อ Delight customer ขอให้หยุดทำ ทำอะไรที่ต้องให้ลูกค้าของคุณพอใจและกลับมาซื้อเป็นครั้งที่2 3 และบอกต่อ ขาดคุณไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ของคุณ หรือตัวคุณช่วยเขาแก้ไขปัญหา สร้างสิ่งใหม่ที่ช่วยต่อยอดความสำเร็จของเขา มีประโยชน์มาก ได้ใช้แล้วติดใจมีความสุข คุณต้องตอบคำถามนี้ดีดีครับ ถ้าตอบได้ดีคุณมีโอกาสสำเร็จมากๆครับ คนส่วนใหญ่ทำสินค้าออกมาเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นหรือสังคมจริงๆ

ตัวสุดท้ายของ FAST คือ T เป็น Technology ครับเพราะสำคัญจริงๆ เทคโนโลยีทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัว แต่ก็ได้สร้างอีกหลายบริษัทขึ้นมา โลกในอนาคตตลาดส่วนใหญ่จะเป็นดิจิตอล ของใช้งานที่เคยอยู่บนโต๊ะทำงานจะไปอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ครับ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องคิดเลข สมุดโน้ต ธนาคาร โทรทัศน์ โทรศัพท์ เพื่อนของคุณ โลกในอนาคตจะย้ายจากคอมพิวเตอร์ไปสู่มือถือและเสื้อผ้า ลองมองหาดูนะครับ เพราะถ้าคุณมองหาคุณก็จะมองเห็น มองปัญหาให้เป็นโอกาส รีบทำก่อนสำเร็จก่อน โลกในอนาคตคือโลกของคนที่ต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงและมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงครับ
www.thairath.co.th

online